แนวคิดที่จะเปลี่ยนคุณ ในภาวะหมดไฟ แรงบันดาลใจหดหาย คุณเคยเป็นไหมกับ อาการเครียด หดหู่ ขาดแรงจูงใจในการทำงาน หงุดหงิด ก้าวร้าว ร่างกายอ่อนแรง ไม่มีสมาธิ และหากคุณเคยเป็น หรือกำลังเป็นอยู่ อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกได้ว่า คุณกำลังเข้าสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน จากคนที่เคยเต็มไปด้วยพลัง มีไอเดียร้อยแปด ทำทุกอย่างเต็มที่ เรี่ยวแรงและพลังที่เคยมีค่อย ๆ หายไป เริ่มเกิดความสับสน งุนงง สงสัยกับตัวเองว่า เราต้องการอะไรกันแน่ เรากำลังทำอะไรกันอยู่

หากคุณมีคำถามเหล่านี้ และไม่อยากให้อาการที่เกิดขึ้นบั่นทองชีวิตการทำงานของคุณ ลองเติมเชื้อเพลิงไฟให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ด้วยวิธีการใดก็ได้ แต่ถ้าหากยังไม่รู้จะเติมเชื้อเพลิงนี้ยังไง ลองเติมพลังการทำงานในหัวใจด้วย 5 วิธีคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จดูไหมคะ ไม่แน่คุณอาจจะกลับมาเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงอีกครั้งใครจะไปรู้

5 วิธีคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จ ทำตามดูไหม ไม่แน่ไฟอาจกลับมา

เติมไฟด้วยวิธีคิดที่ 1 : คนประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะคิดตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ
หมดไฟในการทำงานเป็นเรื่องปกติมากสำหรับคนที่ทำงานมาหลายปี แต่ถ้าหากคุณท้อ และเหนื่อยกับงาน ลองทำตามแนวคิดแรกนี้ดูไหมคะ เพราะว่ากันว่าคนที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคน ส่วนใหญ่มักจะชอบคิดว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยความสามารถและความกระตือรือร้นที่อยากจะประสบความสำเร็จยังพัฒนาไปได้ไกลมากกว่านี้ หากเขาคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว จะทำให้เกิดการหยุดอยู่กับที่ ขาดพัฒนาการ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อตัวเองเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากต้องการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอยู่ตลอดเวลา ให้คิดไว้เสมอว่าทุกอย่างไม่มีคำว่า “ที่สุด” เพราะนั่นจะทำให้เราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา หากคุณ หรือใครก็ตามที่ลองทำตามแนวคิดนี้ได้ ภาวะหมดไฟที่คุณกำลังเป็นอยู่จะหายไปแน่นอนค่ะ เพราะคุณจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง คุณจะทำตัวเองให้เก่งขึ้นในทุก ๆ วัน มีเรื่องท้าทายมากมายให้คุณได้ทดลองฝ่าด่านอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นหมดไฟเมื่อไหร่ ให้คิดทันทีเลยว่า เรายังไม่ประสบความสำเร็จ ไฟแห่งการทำงานกลับมาลุกโชนชัวร์ ๆ

เติมไฟด้วยวิธีคิดที่ 2 : การหมั่นศึกษาเรียนรู้คือนิยามของความสำเร็จ
ชีวิตของมนุษย์เราทุกคนขับเคลื่อนไปทุกวันตามวันและเวลาที่เกิดขึ้น หากตอนนี้คุณกำลังเหนื่อยล้า ท้อใจ หมดไฟ ไม่อยากลุกไปทำงาน คุณลองเปลี่ยนความคิดที่กำลังเกิดขึ้น ไปลองศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ดูไหม เพราะสาเหตุหนึ่งของการหมดไฟมาจากที่คุณทำงานเดิม ๆ ปกติ วนซ้ำไปมา จนทำให้เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่ถ้าคุณได้ลองให้โอกาสตัวเองในการท้าทายทำสิ่งใหม่ ๆ บ้าง การเรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ ๆ หาเวลาคิดและทำในสิ่งที่แตกต่างอยู่เสมอ ๆ ลองทำอะไรในกิจวัตรประจำวันที่คุณยังไม่เคยทำมาก่อน เพื่อหาสิ่งดี ๆ ในชีวิตและหามุมมองกับไอเดียความคิดที่สดใหม่ การทำอะไรเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีเชื้อเพลิงในการทำงานมากขึ้นก็เป็นได้ เห็นได้จาก ความสำเร็จของ Mark Zuckerberg เจ้าพ่อ Facebook ที่ถึงแม้ว่าเขาจะลาออกจากการศึกษา แต่กว่าเขาจะประสบความสำเร็จมาจนเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ เขาต้องล้มลุกคลุกคลาน ศึกษาเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหากไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หมดไฟ ศึกษาเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ เติมพลังไฟในชีวิตกันนะคะทุกคน

เติมไฟด้วยวิธีคิดที่ 3 : ความคิดคุณไม่มีทางที่จะถูกต้องเสมอไป ให้โอกาสกับความคิดผู้อื่นบ้าง
โลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา นี่คือสิ่งที่อยากเตือนทุกคนที่ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ บางครั้งการทำงานทุกอย่างทุกประเภท อาจจะทำให้เราต้องพบเจอกับคนที่หลากหลายทางความคิด จนทำให้เกิดข้อขัดข้องขุ่นใจกันไปบ้าง จนเป็นที่มาของการหมดไฟในการทำงาน เนื่องจากความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่จงจำไว้เสมอว่า เมื่อเข้าสู่โลกของการทำงาน ทุกคนย่อมมีความคิด มีไอเดียที่แตกต่างหลากหลาย ถ้าหากทุกคนในองค์กรยอมให้โลกมาโคจรรอบตัวบุคคลเอง ล้วนแต่นำมาซึ่งความไม่เข้าใจ ความขัดแย้ง ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองเป็นแก่น ไม่รับฟังเหตุผลของคนอื่น การทำงานก็ย่อมจะไม่สัมฤทธิ์ผล แต่ถ้าหากเราลองเปิดรับผู้อื่น ลองโคจรรอบผู้อื่นดูบ้างอาจจะเห็นมุมมองใหม่ เห็นเหตุผลใหม่ ที่เราไม่สามารถรับรู้มันได้จากจุดที่เราอยู่ ณ ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าความคิดนั้นอาจจะไม่ถูกใจเรา เราก็ควรให้โอกาสความคิดของคนอื่น เปิดกว้างรับไอเดียใหม่ ๆ การทำงานจะได้เต็มไปด้วยความสนุก ท้าทาย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน งานที่ได้ออกมาก็จะเป็นงานที่ถูกระดมความคิดกันมาอย่างเต็มที่ ภาวะหมดไฟที่มีก็ค่อย ๆ เริ่มกลับมากระปรี้กระเปล่าอีกครั้ง

เติมไฟด้วยวิธีคิดที่ 4 : มองโลกให้เป็น มองเห็นสิ่งที่สมเหตุสมผล
โลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแข่งขันเสมอ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีทั้งข้อดี ข้อเสีย หากเราเป็นคนหนึ่งที่มองโลกแต่ในแง่ดี มองทุกอย่างในเชิงบวกไปหมด ความคิดเหล่านี้อาจจะกลับมาบั่นทอนจิตใจเราได้หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง พอเกิดผลลัพธ์ที่แย่ก็จะพาลทำให้เรารู้สึกท้อกับความคิดของตัวเอง จนไม่อยากทำงานไปในที่สุด สิ่งที่เข้ามาทดแทนในช่วงเวลาแบบนี้คืออารมณ์หมดไฟในการทำงานนั่นเอง เพราะฉะนั้นการทำงานทุกอย่าง หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม แนะนำให้คุณมองโลกตามความเป็นจริง อย่ามองโลกในแง่บวกไปเสียทุกเรื่อง ต้องคิดให้สมเหตุสมผล และยอมรับความเป็นจริงเสมอ คิดวิเคราะห์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ จำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้เพื่อไม่ให้เราประมาท และไม่ลืมที่จะวางแผนบนพื้นฐามตามความเป็นจริงของโลกใบนี้ การมองโลกในแง่ร้าย กับการคิดบวก สามารถอยู่ด้วยกันได้ เลือกเป็นคนคิดบวก ที่ฝึกมองโลกในแง่ร้าย น่าจะช่วยให้ชีวิตเรามั่นคงขึ้นได้เยอะเลยนะคะ

เติมไฟด้วยวิธีคิดที่ 5 : ทำงานหนัก ลดภาวะหมดไฟ
ไม่อยากหมดไฟ ไม่อยากให้ชีวิตน่าเบื่อ แนะนำให้ทุกคนยึดถือคติทำงานหนักเพื่อผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมค่ะ เพราะคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเน้นลงมือทำมากกว่าแค่นั่งคิดนอนคิดไปวัน ๆ การลงมือทำงานอย่างหนัก คือปัจจัยข้อที่สำคัญที่สุดในความสำเร็จที่เกิดมาจากหยาดเหงื่อ แรงกาย น้ำพักน้ำแรงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนดังอย่าง Sam Walton กับ Walmart หรือ Steve Jobs กับ Apple ที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาล้วนเริ่มต้นมาจาก 0 ด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่ทุกวันนี้ พวกเขามีธุรกิจใหญ่โตไปทั่วโลก นั่นเกิดมาจากความตั้งใจทำงาน พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดเรียนรู้ มุ่งมั่นตั้งใจจนเกิดเป็นธุรกิจที่ใครก็รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มมีความคิดไม่มีพลังในการทำงาน เบื่อ ๆ อยากลาออก ขี้เกียจไปหมดทุกอย่าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดการกับทัศนคติตัวเอง และเปลี่ยนเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างหนักหน่วง เพื่อผลลัพธ์ของความสำเร็จที่ดีที่สุดกันนะคะ

ภาวะหมดไฟเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และหากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ คุณต้องลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อรับมือกับ ‘ภาวะหมดไฟ’ กันนะคะ ทุกอย่างเริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวคุณเอง หวังว่า 5 แนวคิดที่เราแนะนำไป จะทำให้ในการทำงานของคุณกลับมาลุกโชติช่วงอีกครั้ง