เด็กจบใหม่จะเป็นใครล่ะ มาเป็นน้องใหม่อีกครั้งในสายงานอาชีพจริง ๆ ของตัวเองแล้ว เมื่อเทศกาลแห่งการรับปริญญาเวียนมาถึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญของการก้าวผ่านจากวัยเรียนเข้าสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ขั้นแรกคือการเข้าสู่สังคมการทำงาน แน่นอนว่าการเราเองนั้นจะต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมใหม่ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แรกเริ่มอาจจะเขินอายได้ โดนเฉพาะเราเองนั้นเมื่อเรียนจบแล้วก็ตั้งใจที่จะได้ทำงานทำการ การผลัดเปลี่ยนจากสังคมจำลองในมหาวิทยาลัยสู่สังคมชีวิตจริงในออฟฟิศ แต่ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่จะทำให้เราเองนั้นได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นโอกาสใหม่ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขคือการรู้จักปรับตัว ปล่อยวางและการรู้จักการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น วันนี้เรามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับการปรับตัวในสังคมการทำงานของเด็กจบใหม่มาฝากกัน

ในแต่ละที่ก็จะมีรูปแบบของแต่ละที่ที่แตกต่างกันออกไป เราต้องเรียนรู้กฎระเบียบ ข้อบังคับขององค์กรหรือบริษัท เป็นการปรับตัวของเราเองให้ดูเป็นเสมือนหนึ่งสังคมเดียวกัน เหมือนคำพูดที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” นับว่ายังเป็นสุภาษิตที่ใช้ได้ในทุกยุค ทุกสมัย โดยเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกสังคมย่อมมีกฏระเบียบ มีวัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นการเรียนรู้เข้าใจและปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรย่อมเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานราบรื่นขึ้น อ๊ะ ถ้าใครกำลังเถียงในใจว่ารับไม่ได้ ไม่เป็นตัวเองกับวัฒนธรรมแบบที่นี่ ก็จงออกไปตามหางาน หาองค์กรที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของตัวเองดีกว่า

เป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำตลอดไป และไม่มีใครเกิดมาเพื่อเป็นผู้ตามเสมอไปเช่นกัน ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องให้ถูกจังหวะ เวลา ควรจะรู้ว่าเวลาไหน สถานการณ์ไหนควรตัดสินใจ ควรแสดงความเป็นผู้นำ แก้ไขปัญหานั้นด้วยตนเอง ในทำนองเดียวกันต้องประเมินให้ได้ว่าสถานการณ์ไหนที่เราควรเป็นผู้ตามที่ดี ฟังหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานบ้าง รวมถึงในวงสนทนาด้วยเช่นกัน ควรรู้จังหวะที่จะพูด หัดเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดี ไม่พูดอยู่ฝ่ายเดียว และควรฟังเมื่อเพื่อนร่วมงานพูดบ้าง สลับกันไป

ที่นี่ถ้าเราเองนั้นสามารถแสดงศักยภาพให้ถูกจังหวะ ในลักษณะที่พอดี เราเชื่อว่าทุกคนมีของ มีไอเดีย พร้อมที่จะระเบิดออกมา แต่สำหรับการเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ ๆ การค่อย ๆ แสดงความสามารถและความคิดเห็นอย่างถูกจังหวะ เป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยของออกมาไม่ถูกจังหวะนอกจากจะไม่ได้คำชม ไม่มีใครมองเห็นผลงานอาจจะโดนข้อหาอวดเก่งพ่วงมาด้วยก็ได้

รักษาเวลา เรื่องเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่เฉพาะกับเด็กจบใหม่ แต่สำหรับทุกคน ต้องรู้จักรักษาเวลา บริหารจัดการเวลาให้ดี คิดเอาไว้เสมอว่าเวลาของทุกคนมีค่า เราไม่อยากเสียเวลารอคนอื่นฉันใด คนอื่นก็ไม่อยากจะมาเสียเวลารอเราฉันนั้น ดังนั้นควรรักษาเวลาให้มาก เห็นความสำคัญของการมาตรงต่อเวลา ทั้งเวลาเข้างาน ประชุม ส่งงานหรือแม้แต่เวลาเลิกงาน

พัฒนาตนเองอยู่เสมอ การทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่สนใจคอมเมนต์ของหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น เราควรหมั่นพัฒนาตนเองและขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อพัฒนางานของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เราคิดว่าเราเก่งแล้ว พอใจในความสามารถของตนเองแล้ว ลองคิดใหม่สะ เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ เราควรเรียนรู้และพัฒนาตัวเองทุกวัน

แต่งกายให้เหมาะสม การแต่งกายดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เชื่อว่าการเริ่มงานใหม่สำหรับหลายคน การเลือกชุดเป็นเรื่องที่ยากอีกเรื่องหนึ่ง จำไว้ง่าย ๆ ว่าแต่งตัวให้เป็นตัวของตัวเองได้ แต่งตัวแฟชั่นได้ แต่ต้องมีกาลเทศะ รู้ว่าอะไรควรใส่ไม่ควร โดยเฉพาะในวัยทำงานแล้ว คงไม่มีมาคอยนั่งบอกแล้วว่าต้องแต่งตัวแบบไหน ดังนั้นจำไว้หนึ่งคำ กาลเทศะ แค่นี้ก็จะทำให้การแต่งตัวไปทำงานสนุกขึ้นเยอะ โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย

แยกแยะเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ไม่นินทาเพื่อนร่วมงาน เรื่องการนินทาคงจะห้ามยาก หรือห้ามไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าควรวางตัวให้เป็นกลาง แยกแยะให้ออกอันไหนเรื่องงาน อันไหนเรื่องส่วนตัว เรื่องงานควรเคลียร์ให้จบในที่ประชุมหรือที่ทำงาน ไม่ควรนำมาเก็บเป็นความรู้สึกไม่ดีต่อกันภายหลัง ส่วนเรื่องส่วนตัวก็ไม่ควรพูด ทั้งเรื่องส่วนตัวของตนเองและเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน

ปรับตัว เปิดใจ ปรับทัศนคติ แน่นอนว่าการเข้ามาสู่สังคมใหม่ ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับตัว เราไม่จำเป็นต้องสูญเสียความเป็นตัวเอง เพียงแต่ควรมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน เพื่อนร่วมงาน รวมถึงองค์กร ลองเปิดใจ ปรับมุมมองของเราดูบ้าง มองโลกในแง่บวก ช่วยเพิ่มความสุขในการทำงานได้มากขึ้นแน่นอน

ประนีประนอม การรู้จักปล่อยว่าง ประนีประนอม รู้จักขอโทษ ช่างมันกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้เรามีความสุขและรู้สึกกับตนเองมากขึ้น เรียนรู้ที่จะรับผิดและขอโทษในวันที่เราทำผิด ทำพลาด และเรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น ไม่เก็บมาเป็นความเคียดแค้น การช่างมันบ้างกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าเราพ่ายแพ้ แต่นั่นหมายถึงเรามีวุฒิภาวะมากพอที่จะจัดการกับอารมณ์ของเราเอง นับเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ ดังนั้น บางเรื่องก็ปล่อย ๆ ไปบ้างเถอะ
เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง นอกจากเป็นตัวของตัวเอง มีจุดยืนแล้ว เราต้องเรียนรู้ และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของเราให้ได้เป็นอย่างดี เพื่อเราจะได้ทำงานให้ออกมาตามหน้าที่ที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องไม่ลืมว่าเราเป็นใคร มาทำงานที่นี่ในตำแหน่งอะไร มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบต้องทำอะไรบ้าง และตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด

เป็นอย่างไรกันบ้าง ไม่ยากเลยใช่ไหมกับการเตรียมความพร้อมเป็นพนักงานน้องใหม่ แท้จริงแล้ว 10 วิธีข้างต้นที่แนะนำไปจุดเริ่มต้นทั้งหมดคือการรู้จักการเรียนรู้ที่จะปรับตัว ปรับทัศนคติ ปรับมุมมองของเราเองให้สามารถอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นให้ได้ โดยสิ่งที่สำคัญต้องไม่ลืมบทบาทหน้าที่ของตนเอง ต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง และเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคมเพื่อให้อยู่ร่วมกันกับคนอื่น ๆ ในออฟฟิศให้ได้อย่างมีความสุขหรือเรียกง่าย ๆ ว่าต้อง “อยู่ให้เป็น” นั่นเอง