พยาบาลเขาทำอะไรกันบ้าง เวลาที่เรา “ไปโรงพยาบาลแล้วเจอพยาบาลหน้าบูด หน้าไม่รับแขกบ้าง บางครั้งก็พูดจาไม่ดี บางทีก็เล่นโทรศัพท์ ไม่สนใจคนไข้เลย” เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เมื่อไปโรงพยาบาล หรือไม่ก็อาจจะเคยเห็น เคยอ่านเหตุการณ์แบบนี้จากสื่อโซเชียลต่าง ๆ รับฟังมาจากเพื่อน ญาติพี่น้องหรือคนใกล้ตัวมาอีกที และดูจะเป็นปัญหาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการอาชีพทางสายสุขภาพที่มักจะเจอคนไข้ โพสต์ข้อความพร้อมรูปในลักษณะติเตียนลงบนสื่อโซเชียลต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันจะมีใครรับรู้เหตุการณ์ในมุมของพยาบาลกันบ้าง ว่าพวกเขาต้องเจอกับอะไร วันนี้เราจะพาไปไขข้อข้องใจ เกี่ยวกับอาชีพพยาบาลกัน ดูสิ ว่าในหนึ่งวันทำงานพวกเขาทำอะไรกันบ้าง

วันนี้เราอยู่กับพยาบาลสาวสวยจากโรงพยาบาลศิริราช ในบรรยากาศการแฮงเอาต์ กินข้าวเย็นตามประสาเพื่อนฝูงในเย็นวันศุกร์กับหัวข้อสนทนาเชิงสงสัยที่ว่า ในหนึ่งวัน พยาบาลเขาทำอะไรกันบ้าง และแม้จะถูกทักท้วงจากเพื่อนคนอื่น ๆ ว่าจะเปิดหัวข้อสนทนานี้บนโต๊ะกินข้าวเนี่ยนะ ทางเราก็หาได้สนใจไม่ จะตอนไหนก็อยากคุยเรื่องนี้ ก็คุยตอนนี้เลยแล้วกัน

แนะนำตัวให้คนอ่านได้รู้จักหน่อย
“ชื่อฟ้า รัตนกนก มอญสิน อายุตอนนี้ 24 ปี ใกล้จะ 25 ปีนี้แหละ เรียนจบจาก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเป็นพยาบาลวิชาชีพ ประจำวอร์ด ห้องคลอดติดเชื้อ อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช” ฟ้าเริ่มต้นแนะนำตัวพร้อมท่าทางเขิน ๆ

จริง ๆ เรารู้จักฟ้ามาหลายปีมาก เรียกได้ว่า รู้จักกันตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ เพราะว่าแม่ฟ้ากับแม่เราเป็นพี่น้องกัน เรียกง่าย ๆ ว่าเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกันนั่นแหละ เราคิดว่าเรารู้จักฟ้าดี แต่วันนี้เราคิดว่า น่าจะยังมีอีกหลายมุมเกี่ยวกับการทำงานที่เรายังไม่รู้ และการพูดคุยในวันนี้ก็ต่างไปจากเดิมนิดหน่อย เพราะปกติเราแทบไม่ค่อยได้คุยเรื่องที่จริงจังอะไรกันขนาดนี้มาก่อน เราไปเริ่มกันเลยดีกว่า

ทำไมถึงอยากเป็นพยาบาล

เอาจริง ๆ คำถามนี้เป็นคำถามที่ทั่วไป ที่เชื่อว่าทุกคนต้องถามเมื่อเริ่มต้นสนทนาเรื่องอาชีพกับใครสักคน ดังนั้นเราก็ไม่พลาดที่จะถามคำถามนี้เป็นคำถามแรก แม้เราพอจะรู้อยู่แล้วว่าทำไมเพื่อนถึงอยากเป็นพยาบาล แต่อยากจะฟังจริง ๆ จัง ๆ อีกสักรอบ

“จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของการอยากเรียนพยาบาลเลยคือพ่อ แม่ ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ รู้แค่ว่าอยากทำอะไรก็ได้ ที่มีความรู้ สามารถมาดูแลพ่อแม่ได้ในวันที่ท่านไม่สบาย แล้วคำตอบแรกในหัวเลยคือ เป็นหมอไง แต่ตอนนั้นรู้ตัวว่าไม่ไหวแน่ เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้เรียนเก่งอะไรขนาดนั้น เลยลองพยาบาลดูละกัน แล้วพ่อเองก็สนับสนุนด้วย ตอนนั้นเหตุผลมีแค่นั้นจริง ๆ เลยเลือกสอบพยาบาลแล้วก็ติดที่มหิดล ก็เรียนมา 4 ปี จนจบแค่นั้นเลย”

รู้ใช่ไหมว่าเป็นพยาบาลจะต้องเรียนอะไร ต้องเจอกับอะไรบ้าง

“ไม่รู้ 555 ก็อย่างที่บอก รู้แค่ว่าเราอยากมีความรู้ที่จะดูแลพ่อแม่ยามป่วยได้ แค่นั้นแหละ ไม่เคยศึกษามาก่อนหรอกว่าต้องเรียนอะไร จบแล้วต้องเจอกับอะไร เอาเป็นว่ารู้แค่เท่าที่คนอื่นรู้เลย ว่าพยาบาลต้องดูแลคนไข้นะ ต้องฉีดยา ถามอาการ เหมือนเป็นผู้ช่วยหมอ ตอนนั้นก็รู้แค่นี้แหละ แต่พอไปเรียนจริง ๆ แล้วก็รู้ ว่าสิ่งที่เราคิดไว้ เออมันคนละเรื่องเลย มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ”

แล้วตอนเรียนกับตอนทำงานต่างกันมากไหม

“ก็ต่างนะ จะพูดอย่างไรดี คือตอนเรียน เหมือนสถานการณ์ทุกอย่างถูกจำลองขึ้นมา โดยอาจารย์ เพื่อทดสอบเราในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันควบคุมได้ คาดเดาได้ แต่พอมาทำงานจริง ๆ แต่ละเคสของคนไข้ที่เข้ามา มันไม่เหมือนกัน มันควบคุมได้ยากมากหรือแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ต้องใช้สกิลความอดทน ใจเขาใจเรา ต้องใจเย็นมาก ๆ”

งั้นขอถามเลย ในหนึ่งวันที่ไปทำงาน ทำอะไรบ้าง

“หน้าที่ของแต่ละคนในแต่ละวอร์ดก็จะต่างกันไป อย่างเราอยู่วอร์ดห้องคลอดติดเชื้อ มันจะมีหน้าที่ทั่วไปที่ต้องทำ เริ่มที่หน้าที่ทั่วไปก่อนก็ได้ เอาใหม่ ๆ อย่างแรกเลยเอาเวลาทำงานก่อน เราก็ทำงานปกติเหมือนคนอื่นเลยแต่ เราจะมีเวร เวรเช้าคือเวลา 07.00-15.00 น. เวรบ่าย 15.00-23.00 น. และมีเวรดึก 23.00-7.00 น.

หน้าที่ที่ต้องทำคือ พอมาถึงก็ต้อง เช็กอุปกรณ์ ยา ของใช้ในวอร์ด รอรับเวร รอดูว่ามีเคสอะไรมาบ้าง พอมีคนไข้มาก็ต้องส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยเพื่อเตรียมปฏิบัติงาน ทำหัตถการกับผู้ป่วย คือ แจกยา เปิดเส้นให้สารน้ำ ให้ยา ดีลกับหมอประจำวอร์ด ถ้าคนไข้ต้องการคุยกับหมอเคสพิเศษ ต้องติดต่อหมอหลายหน่วยเราต้องดำเนินการให้ จากนั้นก็ทำคลอดปกติเลย หลังคลอดก็ต้องดูทั้งแม่และลูก ถ้าลูกอาการไม่ดี ต้องทำงานกับหมอเด็ก เราก็ต้องประสานงานกับหมอเด็กว่าอาการเด็กเป็นอย่างไร ต้องทำรายงานส่งเคสไปให้หมอเด็กต่อ คือต้องบอกว่าในแต่ละขั้นตอนจะมีรายละเอียดมีความยากของมัน อย่างห้องคลอดติดเชื้อ

แน่นอนฟังจากชื่อก็น่าจะพอเดาได้ คือทุกเคสที่มา คุณแม่จะมาด้วยอาการติดเชื้อต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเจอคือ เด็กมีโอกาสที่จะไม่ปกติสูง ต้องเตรียมประสานส่งต่อให้หมอเด็กดูแลต่อ และที่สำคัญ ความยากของคนไข้ที่อยู่ในห้องคลอดติดเชื้อคือเรื่องของการพูดคุย การซักประวัติ ทำยากมาก เพราะคนไข้มักจะไม่พูดความจริง กลัวหมอ กลัวพยาบาล หรือบางเคสเป็นคุณแม่ที่ยังเด็ก อายุ 15-16 เวลาซักประวัติแม่ของเด็กที่ตั้งครรภ์ก็มักจะแย้งคำถามของพยาบาล ลูกไม่เคยทำแท้ง ลูกไม่เคยเสพยา ลูกไม่เคยมั่วสุม บางทีก็ว่าพยาบาลต่าง ๆ นานา อันนี้คือโดนมาบ่อยมาก ประโยคแบบนี้ แต่พอถามไปถามมา เด็กก็จะยอมรับมาเองว่าเคยทำอะไรมา

วันนี้ถึงได้มาด้วยอาการแบบนี้ คือเราทำงานตรงนี้ มันทำให้เราได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างมาก 60-70 เปอร์เซ็นต์ ของห้องคลอดติดเชื้อเป็นเด็ก เวลาคุยกับพ่อแม่ต้องใช้ความเข้าใจ ต้องใจเย็นมาก ๆ คือจริง ๆ เราเข้าใจนะ ผู้ป่วยทุกรูปแบบสภาพจิตใจพวกเขาไม่ปกติแน่นอน ความเครียด ความกดดันต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้คนไข้ทำคือ บอกความจริงกับพยาบาลเถอะ เราจะได้แก้ไข รักษาได้ถูก ถ้าโกหกแล้วการรักษาก็จะผิดตามไปนะ แต่ส่วนใหญ่ไม่รักษาผิดนะ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะคนไข้โกหกพยาบาลไม่ได้ไง อาการมันชัดเจน แต่เด็กบางคนก็ต้องโกหกเพราะกลัวพ่อแม่รู้ว่าไปทำอะไรที่ไม่ดีมา

พ่อแม่บางคนก็ไม่ฟังอะไรเลย เอะอะ โทษพยาบาลใส่ร้ายลูก

ความยากกว่าทำหัตถการก็คือการพูดคุย ซักประวัติคนไข้นี่แหละ พอจบกระบวนการต่าง ๆ เราก็ต้องทำข้อมูลเหมือนเป็นรายงานการรักษาเพื่อเตรียมส่งเวรต่อ อ่อ อีกอย่างหนึ่ง ลืมพูดไปคือเรื่องของการตรวจสอบสิทธิ์ การติดต่อใช้สิทธิ์ต่าง ๆ ของโรงพยาบาล ที่เราเจอมาคือคนไข้ไม่ฟังเลย ไม่เคยรู้เรื่องสิทธิ์ของตัวเองมาก่อนเลย นั่นแหละทำให้เราทำงานยากขึ้น จริง ๆ หลัก ๆ ก็จะมีประมาณนี้ อันนี้เล่าแบบซอฟต์ ๆ แล้วนะ แต่อย่าลืมว่าบางวันเราทำงานปกติ แล้วจะต้องมีขึ้นเวรต่ออีก เคยได้ยินไหมว่าหมอพยาบาลบางวันนี่ทำงานแทบ 24 ชั่วโมงเลยนะ อันนี้คือเรื่องจริงเลย”

เราปล่อยให้ฟ้าเล่าการทำงานไปยาว ๆ โดยไม่ขัด เอ๊ะ หรือมองอีกมุม

เหมือนพยาบาลสาวกำลังระบายความในใจให้เราฟังยังไงไม่รู้ แต่หลังจากได้ฟังก็ทำให้เราได้รู้เรื่องราวการทำงานของพยาบาลมากขึ้น ขนาดว่าเราสนิทกันมากนะ เรายังเพิ่งรู้เลยว่าพยาบาลเขาทำงานกันหนักมาก และในขณะที่การพูดคุยกำลังได้อรรถรส เราเลยไม่รอช้าถามคำถามต่อไปเลยละกัน

รู้สึกอย่างไรเวลาเห็นข่าว คนโพสต์ด่า ต่อว่าหมอ พยาบาลหรือบุคลากรในโรงพยาบาล

“อืมม ประเด็นนี้ต้องบอกก่อนว่า ทุกที่มีทั้งคนที่ดีและไม่ดี โอเค คุณอาจจะเจอเจ้าหน้าที่ที่อาจจะไม่ดีมา อันนั้นเป็นอีกเรื่อง คุณมีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวคุณเอง แต่เราไม่อยากให้เหมารวม และไม่อยากให้คิดว่าเคสของตัวเองสำคัญที่สุด เพราะเราทำงานตรงนี้ เราบอกได้เลยว่าทุกคนทำเต็มที่มากที่สุด เพื่อรักษาชีวิตคน ๆ นึง เราก็แบกรับความเครียด ความกดดัน แต่เรารักในสิ่งที่เราทำ เรามีใจที่จะช่วยเต็มที่ อยากให้เข้าใจตรงนี้ด้วย ก่อนที่จะโพสต์อะไรเสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับใครสักคนคือเราต้องไตร่ตรองก่อน การใช้อารมณ์ไม่ช่วยอะไร เราอยากให้เข้าใจว่าพยาบาลไม่ได้มีหน้าที่ต้องมารองรับอารมณ์ เราอยู่ตรงนี้เพื่อช่วยเหลือ ดูแลคนไข้ ใจเขาใจเรา”

เหนื่อยไหม คุ้มไหม

“เหนื่อยมากกกกกกกกกก แต่ถามว่าคุ้มไหม คุ้มเรื่องอะไร ตอนแรกอย่างที่บอกไปว่าเรียนพยาบาลเพราะแค่อยากดูแลพ่อแม่ แต่พอได้มาทำงานจริง ๆ เลยได้รู้ว่า มันมากกว่านั้น เอาจริง ๆ มันมากกว่าสวัสดิการต่าง ๆ งานนี้ทำให้เราโตขึ้น ทำให้เราเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น เราเหนื่อยนะ เหนื่อยมาก แต่ไม่รู้สิ ทุกครั้งที่ตื่นไปทำงานเราจะมีความสุข มีความสุขที่ได้ดูแลชีวิตหนึ่งที่กำลังจะลืมตามาดูโลก เห็นคนไข้ปลอดภัยเราก็ยิ้มได้ อยากดูแล เราเลยรู้สึกว่าเราเหนื่อยกาย แต่เราไม่เคยเหนื่อยใจ ในทุก ๆ วันของการทำงานเราค่อนข้างแฮปปี้นะ”

ฟ้าจบประโยคพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม ทำให้เรารู้สึกว่าเขามีความสุขจริง ๆ กับงานที่เขาทำ และวันนี้ก็ทำให้เราเห็นอีกด้านของการเป็นพยาบาล คือการทำงานทุกขั้นตอนพวกเขาใส่ใจมาก ๆ ทุกคนตั้งใจ เพราะทุกการกระทำนั่นหมายถึงชีวิตหนึ่งชีวิต และแม้ว่าจะเหนื่อยกายแค่ไหน การได้ทำในสิ่งที่เรารักก็จะมีพลังทำให้เราอยากทำสิ่งนั้น ต่อ ๆ ไป นั่นเอง