คนเรียนเก่งไม่อยากเป็นครู เรียนเก่งขนาดนี้ไปเป็นหมอเถอะ เรียนเก่งนะเนี่ยเรา อย่าเป็นเลยครู หลากหลายความคิดเห็นที่ไม่สนับสนุนให้คนเรียนเก่งเป็นครู แต่มักจะสนับสนุนให้ไปประกอบอาชีพอื่น ๆ แทน ด้วยสาเหตุต่าง ๆ นานา เช้าชามเย็นชาม เป็นครูไม่ได้พัฒนาตัวเอง ความรู้หยุดอยู่แค่ชั้นการศึกษาที่สอน เงินเดือนน้อย ทำงานหนัก บลา บลา บลา แต่วันนี้เราอยู่กับคนเรียนเก่ง บัณฑิตคณะครุศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขามัธยมศึกษา วิชาเอกภาษาอังกฤษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย วันนี้จะพาไปพูดคุย พร้อมหาคำตอบว่าจริงหรือไม่ ที่คนเรียนเก่งไม่อยากเป็นครู

วันนี้เราอยู่กันบนรถขณะเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนกันที่ชลบุรีกับเพื่อน ๆ ด้วยระยะทางที่ไกลประมาณหนึ่งประจวบเหมาะกับเพื่อนคนอื่น ๆ เริ่มหลับกันไปแล้ว ก็จะเหลือแค่เราและคนขับ เราจึงใช้โอกาสนี้หาเรื่องชวนคุย จนเพื่อนสงสัยว่า เดี๋ยวนะ เธอจะมาสัมภาษณ์ฉันตอนขับรถเนี่ยนะ และแน่นอนว่าใช่ เราจะพูดคุยกันบนรถระหว่างทางไปเที่ยวนี่แหละ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลยเนอะ

แนะนำตัวให้คนอ่านได้รู้จักหน่อย

“ถามจริง? จะจริงจังขนาดนี้เลยใช่ไหม โอเค ได้ เริ่ม ! ชื่อตั้ม ศุภ์ชล กีรติสุนทร ตอนนี้อายุ 23 จบครุศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษ จากจุฬาฯ ตอนนี้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย”

ทำไมถึงมาเป็นครู

“ขอเปลี่ยนคำถามได้ไหม 555 เอาจริง ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกเรียนครุศาสตร์ และไม่แน่ใจเหมือนกันทำไมสอบรรจุ แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกแบบเดิมอยู่ดี หรือจริง ๆ อาจจะเป็นอิทธิพลจากที่บ้านก็ได้มั้ง เพราะว่าเป็นครอบครัวข้าราชการ รับราชการกันมาตั้งแต่ตาทวดเลย เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนด้วยนะ ตอนนั้นเขาเรียกครูใหญ่ใช่ไหม นั่นแหละ อาจจะฝังใจให้ชอบอะไรสักอย่างเกี่ยวกับครูก็เป็นได้”

ด้วยความที่ตั้มเป็นคนสนุกสนาน บทสนทนาระหว่างเราเลยไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ และเราทั้งคู่ก็ดูจะไม่ค่อยชินเท่าไหร่นักที่จะต้องมาพูดคุยกันในแบบที่จริงจังขนาดนี้ งั้นเราขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน

จริงไหม ที่ใคร ๆ ก็บอกว่า

คนเรียนเก่งไม่อยากเป็นครู

“จริง” ตั้มรีบตอบตั้งแต่เรายังถามไม่เสร็จ

“คือจะบอกอย่างไรดีล่ะ เป็นครู เงินเดือนมันน้อย จากประสบการณ์ที่เห็นจากเพื่อนหลาย ๆ คนนะ เขาเก่ง เขาคิดว่า เขาใช้ความสามารถของเขาทำงาน หาเงินได้มากกว่าการมาเป็นครูไง ซึ่งมันก็ถูกของเขา เราเป็นคนที่ไม่โลกสวย เราทำงาน เราก็อยากได้เงิน เราคิด เรามั่นใจว่าเราทำงานเก่ง เรามีความสามารถ เราก็ควรจะได้ค่าตอบแทนที่มันคุ้มค่า เราไม่ปฏิเสธเลยว่าเงินมันจำเป็นในการดำรงชีวิตของเราจริง ๆ เราไม่ได้ใจบุญทำงานเพื่อการกุศลไง ถูกไหม เรายังต้องกินต้องใช้ สร้างเนื้อสร้างตัว เรามีครอบครัวที่ต้องดูแล ไหนจะตัวเองอีก เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลย ถ้าคนเก่ง ๆ มีความสามารถ เค้าจะไปทำอย่างอื่นกัน เพราะนั่นแหละ เราว่าเป็นครูค่าตอบแทนมันไม่ค่อยคุ้มเหนื่อยเท่าไหร่”

ในทำนองเดียวกัน ตั้มก็ถือว่าเป็นคนเรียนเก่ง มีความสามารถ ทำไมยอมทิ้งงานบริษัทเอกชนเงินเดือนสูง มาเป็นครู “ก็เพราะเราคิดว่าเรามีความสามารถไง เราอยากทำอย่างอื่นอีกเยอะ เลยเป็นครู งงไหม จริง ๆ ตอนสอบบรรจุได้แอบมีไดเล็มม่านะ แบบตัดสินใจเลือกไม่ถูกว่าจะไปเป็นครูหรือจะอยู่ที่บริษัทต่อ แต่อย่างแรกเลยนะเราเรียนครุศาสตร์มา เรามีโอกาสสอบบรรจุ โอเคเราลองพอได้แล้วก็รู้สึกภูมิใจ เริ่มอยากทำ อย่างที่สอง เราทำงานเอกชนแล้วแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่น เงินเดือนเยอะจริง แต่งานก็เยอะตามมามาก เวลาส่วนตัวคือหายไปแทบหมดเลย เหตุผลนี้แหละช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ทีนี้พอเป็นครู งานมันฟิกซ์เวลา ไปโรงเรียนเช้า สี่โมงเย็นก็เลิกแล้วอะ เรามีเวลาทำอย่างอื่นอีกเยอะเลย เราใช้ความสามารถเราหาเงินได้อีกหลายทาง แอบไทน์อินได้ไหม ตอนนี้เรารับแปลงานนะ ทั้งไทย-อังกฤษ อังกฤษ-ไทย รับหมด มาคุยต่อรองราคากันก่อนได้ นอกจากนี้เรายังสอนพิเศษด้วย แล้วก็ยังมีงานที่ทำออนไลน์อีกด้วย เห็นไหม เวลาเหลือเฟือ เนี่ยมีเวลาไปเที่ยวด้วยเนี่ย ที่สำคัญมีปิดเทอมด้วยนะ เราว่ามันอยู่ที่ตัวคนจะมองนะ ถ้าเรามีความสามารถ เราเก่งจริง ๆ เราทำอะไรก็ได้อะ เราเชื่อแบบนั้น”

เป็นอย่างไรบ้างหลังจากเป็นครูมาได้เกือบหนึ่งปีละ

“สนุกดี จริง ๆ นะ ตอนแรกกลัวมาก นึกภาพตัวเราเองเป็นครูไม่ออก ใช่ไหมล่ะ ” ตั้มหันมาถามเรา เพราะตอนแรกเราก็มองภาพเพื่อนตัวเองเป็นครูไม่ออกเหมือนกัน ด้วยบุคลิก นิสัย หลายอย่างที่เรามักคิดว่า เพื่อนเราคงอยู่ในวงการนี้ไม่ได้แน่ แต่ตั้มก็พิสูจน์แล้วว่าเขาอยู่ได้ เขาทำได้ แล้วก็ทำได้ดีมาก ๆ ด้วย

“จากที่ตอนแรกไม่รู้อะไรเลย เลือกเรียนครุศาสตร์ยิ่งอยากทำให้เป็นครูนะจะบอกให้ คือยิ่งเราเรียนเรายิ่งรู้ว่า เห้ย คนเก่ง ๆ ควรมาเป็นครูนะ ควรมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาไทย แล้วก็มองย้อนกลับมาด้วยว่า ครูควรได้อะไรมากกว่านี้ไหม จะได้เป็นแรงจูงใจให้คนอยากมาเป็นครูกัน คือตอนเรียนเราสนุกมาก ได้ออกแบบการเรียนการสอนเอง เป็นคนควบคุมห้องเรียน พอได้มาฝึกสอนก็รู้ว่า เออ แผนบางอย่างมันเอามาใช้เลยไม่ได้นะ ห้องเรียนแต่ละคลาสไม่เหมือนกัน แต่พอมาสอนจริง ในฐานะครู คือมันต่างกัน เราต้องรับผิดชอบมากขึ้น อย่างน้อยสิ่งที่เราสอน ที่เราพูดไป มีเด็กเป็นร้อย ๆ คนรับสาร รับข้อมูลของเราไป ดังนั้นเราต้องตั้งใจ ตั้งใจให้ความรู้เขา จะมาปล่อยละเลยไม่ได้ และอีกอย่างเราเป็นครูที่ปรึกษาด้วย นั่นหมายความว่า เราต้องดูแลเขา ให้คำปรึกษาเขาได้ ทรีตเขาให้เหมือนเป็นน้องเรา โดยเฉพาะเราสอนชั้น ม.5 ม.6 แน่นอน ชีวิตพวกเขาจะไม่ได้มีแค่การเรียน เป็นวัยที่กำลังสนุก อยากลอง อยากรู้ มีเรื่องการดูแลตัวเอง สำคัญมากสำหรับเด็ก ๆ กลัวไม่สวยไม่หล่อ ไหนจะเรื่องความรัก คือเราต้องรับมือทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตพวกเขา ต้องให้คำปรึกษาเขาให้ได้ ช่วยทำให้เขากลับมาสู่สภาวะปกติให้ได้ เอาจริง ๆ เด็กวัยนี้ เรื่องราวรอบตัว พวกเขาให้ความสำคัญมากนะ การเข้าสังคม การเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อน ครอบครัว เรื่องการทะเลาะกับเพื่อน รูปลักษณ์ ความรัก มันมีผลหมด ชีวิตพวกเขาไม่ได้มีแต่เรื่องเรียน เราก็เหมือนกัน ไม่ได้สอนแต่วิชาความรู้ แต่ต้องสอนให้เขาใช้ชีวิตให้เป็นด้วย บาลานซ์เรื่องเรียนกับการใช้ชีวิตให้ได้ นั่นแหละคือสิ่งที่เราทำมาตลอดในฐานะครู”

ห้องเรียนของครูตั้มเป็นแบบไหน

“ฟรีสไตล์เลย คือใครอยากเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็อย่าทำตัวเป็นภาระเพื่อนคนอื่น อย่ารบกวน เราจะบอกเขาเสมอว่าเรามาสอน เราได้เงิน ไม่ต้องห่วงเรา เราสอนพวกเขา เราเหนื่อย เราได้ค่าตอบแทน แต่พ่อแม่ ที่บ้านส่งเขามาเรียน แล้วเขาไม่ได้อะไรกลับไป ไม่ตั้งใจ ไม่ได้นะ ตรงนั้นเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ จะต้องคิดให้ได้ เราจะไม่บังคับให้เขามาสนใจเรียน และเราไม่เสียเวลาดุ ด่า คนที่ไม่ตั้งใจ เพราะจะทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเสีย นึกเสมอว่ามีเด็กที่ตั้งใจเรียนอีกมาก เราจะโฟกัสพวกเขา ถ้ามัวเสียเวลาไปดุพวกไม่ตั้งใจเรียนคือบอกได้เลยว่า 1 คาบเรียน ไม่ได้อะไรแน่ ๆ ไม่อยากเรียนใช่ไหม ไม่ตั้งใจใช่ไหม ตอนสอบ ถ้าสอบตกก็มาแก้เองนะ งานไม่ส่ง เราไม่ตาม ถึงเวลามาซ่อมเองนะ เสียเวลาก็ไม่ว่ากัน แรก ๆ ก็กลัวเหมือนกันว่านักเรียนจะรับได้ไหม ผู้ปกครองจะว่าอย่างไร ไหนจะครูคนอื่น ๆ อีก แต่พอลองทำไป เรารู้เลยว่า เราทำถูก มันเวิร์กอยู่นะ เพราะถ้าเราต้องบังคับให้เด็กตั้งใจเรียน ยังไงก็ไม่ได้ผลดี การบังคับ ยังไงเด็กก็ไม่รับ เราเลยปรับที่ตัวเราเอง มาเช็กตัวเอง เราสอนน่าเบื่อไหม หรือสอนไม่รู้เรื่องหรือเปล่า พอได้คำตอบแล้ว แก้ที่การสอนเราแล้ว ยังมีนักเรียนที่ไม่ตั้งใจอยู่ เราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้นแน่ เราเลยจะโฟกัสเด็กอีกหลายคนที่พวกเขาสนใจ ตั้งใจที่จะมีส่วนร่วม ตั้งคำถาม อ่อ อีกอย่างห้องเรียนของเรา ค่อนข้างเปิดโอกาสให้เด็กได้ถามได้พูด เราสอนให้เขาใช้เหตุผล และเราก็หวังว่า ความตั้งใจของเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น”

เราปล่อยให้ครูตั้มร่ายไปยาว ๆ เกี่ยวกับการทำงานของเขา ทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ คนเรียนเก่งจะเป็นครูหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่เหตุผล ความต้องการ ความจำเป็นของแต่ละคน แต่เราเห็นด้วยกับครูตั้มในส่วนที่ว่า ถ้าเราเก่งจริง เราทำอะไรก็ได้ และการเป็นครูก็ทำให้ตั้มได้มีเวลาทำอย่างอื่นที่ดีต่อตัวเองและต่อสังคมอีกมาก ขอเป็นอีกกำลังใจให้ทุกคนที่มีความฝันจะเป็นครู ให้เดินตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จและมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาไทยต่อไป